ฝ้า เป็นโรคทางผิวหนัง ที่ใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน และมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างและสาเหตุข้างต้น ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก การป้องกันการเกิดฝ้า หรือ กลับมาเกิดฝ้าใหม่ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนี้
1. โฟมล้างหน้าหรือเจลล้างหน้า ควรเลือกล้างหน้าด้วยโฟม หรือเจล ที่เหมาะกับผิวแห้ง เพื่อป้องกันผิวแห้งมากขึ้น
2. ครีมกันแดด ถือว่าเป็นเครื่องสำอางพื้นฐานที่ต้องใช้ตลอดเวลา เนื่องจากมีการวิจัยแล้วว่า แสงแดดนอกจากทำให้เกิดฝ้าแล้ว ยังทำให้เกิดริ้วรอยแก่ก่อนวัย การเลือกใช้ครีมกันแดด นอกจากจะต้องเหมาะกับผิวแล้ว ควรคำนึงถึงประสิทธิภาพของครีมกันแดดด้วย (Sun Protective Factor SPF หมายถึง เมื่อทาครีมกันแดดแล้ว จะสามารถถูกแสงแดดได้นานกว่าผิวหนังที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดเป็นกี่เท่า) สำหรับผู้ที่เป็น ฝ้า ควรเลือกครีมกันแดด ที่มีค่า SPF> 25 และมีส่วนผสมของครีมบำรุง แต่ต้องไม่มันมาก
3. ครีมปรับสภาพผิว อาจอยู่ในรูปของ BHA Creams, AHA gel, BHA gel หรือครีมบำรุงอย่างอื่น เพื่อช่วยปรับสภาพผิวหน้า ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวให้กลับมาปกติ
4. ครีมบำรุง การบำรุงผิวหน้าตั้งแต่วัยเยาว์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี การเลือกครีมที่มีส่วนผสมของ วิตามินเอ ซี อี หรือ EPO พบว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันริ้วรอยได้
5. โภชนาการ และยาบำรุงควรรับประทานผัก ผลไม้ ที่มีคุณค่าทางวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี เพราะพบว่านอกจากป้องกันการเกิดโรคหวัดแล้ว ยังใช้รักษาฝ้าได้ด้วย แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานวิตามินซี(เม็ด) วันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ควบคู่กับวิตามินอี 1,200 ยูนิตต่อวัน
การรักษาฝ้า
1. Facial Peeling คือ การผลัด ผิวหน้าให้หลุดลอกเร็วขึ้นกว่าปกติ ด้วยสารเคมี อาจเป็น กรดผลไม้ AHA หรือ TCA จะทำให้ ฝ้า และรอยดำหลุดลอกออกช้าๆ พร้อมแก้ไขเซลล์ผิวหน้าชั้นนอกที่มีปัญหาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ โดยไม่ทำให้หน้าบางออกแดดได้
2. Iontophoresis คือ โดยใช้กลุ่มวิตามินเอ ซี ฯลฯ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น Whtiening Agents นำมาผ่านขบวนการสลายไอออน เพื่อให้ตัวยาซึมสู่ผิวชั้นล่าง แต่ปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันมากว่า ได้ผลแน่นอนหรือไม่
3. ครีมทารักษาฝ้า มีหลายชนิดส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แพทย์มักจะเลือกใช้ครีมรักษาฝ้าที่ผสมสารที่ทำให้ขาว (Whitening agents) ซึ่งมีหลายๆ ตัว กลไกของตัวยาที่จะทำการยับยั้งการสร้างเม็ดสี ก็มีหลายส่วน สารไวเทนนี่งเหล่านี้ ในปัจจุบันที่นิยมกัน อาทิเช่น Kogic acid, Arbutin, Licorice Extracts, Vitamin C Derivatives ฯลฯ ซึ่งการเลือกใช้ครีมทาฝ้าแต่ละตัว ขึ้นอยู่กับแพทย์ในการเลือกใช้ ซึ่งในปัจจุบันมักจะผสมหลายๆ ตัว ที่เรียกว่าการรักษาแบบ Cocktails therapy จะได้ผลดีที่สุด ส่วนสาร Steroids, Hydroquinone (เข้มข้น > 5 % HQ )ไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้วในปัจจุบัน แม้จะทำให้ฝ้าจางเร็วแต่มีผลข้างเคียงได้ในระยะยาว และทำให้ฝ้ากลับมาเป็นใหม่และรุนแรงกว่าเดิมด้วย (Rebound effects)
4. เลเซอร์ ได้มีการนำมา รักษาฝ้า โดยใช้เครื่องเลเซอร์กลุ่ม Ultrapulse carbondioxide ควบคู่กับ เลเซอร์กลุ่ม Q-switched alexandrite laser ซึ่งก็ได้ผลดี 50-70 % แต่ควรพิจารณาเลือกรักษากับแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านนี้และมีประสบการณ์ เพราะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก อาจทำให้เกิดแผลเป็น รอยคล้ำดำจากเลเซอร์เอง ซึ่งรักษาให้หายได้ยาก อาจนานเป็นปีๆ
5. การรักษาฝ้าด้วยเครื่อง IPL ( Intense Pulse Light) โดยเทคนิค Multilight System คือการปล่อยคลื่นความถี่ ในช่วงคลื่นต่างกัน ไปยังตำแหน่งของเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ เช่น จุดด่างดำ รอยฝ้า แล้วปล่อยพลังงานความร้อนแล้วทำให้เม็ดสีเมลานิน แตกกระจาย เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แบบ shattering โดยไม่มีผลกระทบต่อเซลล์ผิวหนังข้างเคียง หลังจากนั้นเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ก็จะทำการย่อยสลายเม็ดสีดังกล่าว ด้วยวิธี Phagocytosis ดังนั้น เม็ดสีที่ผิดปกติดังกล่าว ก็จะค่อยๆ จางหายไป มักได้ผลดีในกลุ่มฝ้าจางๆ หรือไม่ลึกมากเพียงชั้นหนังกำพร้า(Epidermal melasma) ซึ่งได้ผลเกิน 80% และทำให้รอยแดงฝ้าที่เกิดจากการทายากลุ่มไฮโดรควิโนนนานๆ (Telangiectasia) ดีขึ้นหรือจางหายได้เกิน 80% เช่นกัน แต่ในฝ้าที่เป็นลึกในชั้นหนังแท้ (Dermal melasma) ก็ยังได้ผลไม่ดีนัก น้อยกว่า 20%
6. หาสาเหตุและแก้ไข หรือ หลีกเลี่ยง เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด ทาครีมกันแดด บำรุงผิวอย่าให้แห้งเกินไป
หรือใช้ผลิตภัณฑ์ ดีดี ที่ช่วยเรื่องฝ้า ได้จริง อย่างอาชูเต้ สิค่ะ ไม่ผิดหวัง แน่นอนก
http://www.achuteplus.com